Back to top

รู้ก่อน..ตัดสินใจ “ฟอกสีฟัน” แบบไหน เวิร์คสุด!

09 กุมภาพันธ์ 2021
รู้ก่อน..ตัดสินใจ “ฟอกสีฟัน” แบบไหน เวิร์คสุด!

จะดีสักแค่ไหนถ้าคุณ ไม่ต้องกังวลเรื่องฟันเหลือง ไม่สดใส หรือมีคราบชา กาแฟขณะยิ้ม  “การฟอกสีฟัน” ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากมีฟันขาวใสพร้อมยิ้มทุกสถานการณ์ โดยการฟอกสีฟันนั้นมีให้เลือกหลายรูปแบบ วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักการฟอกสีฟันแต่ละแบบ รวมทั้งข้อดีและข้อเสียก่อนตัดสินใจ “ฟอกสีฟัน”

1. การฟอกสีฟันด้วยแสงเย็น Cool light

เป็นการฟอกสีฟันโดยใช้แสงเลเซอร์เย็น เป็นการใช้แสงLED ที่มีความถี่ต่ำ ฉายลงบนฟันที่ทาเจลฟอกฟันเรียบร้อยแสงจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของสารในเจล ให้เม็ดสีหนาทึบของฟันแตกตัว ทำให้ฟันดูขาวกระจ่างขึ้น ใช้เวลาประมาณ45-60 นาที ให้ความขาวที่ระดับ 6-8 เฉด

ข้อดีของการฟอกสีฟันแบบ Cool light

  • ไม่เจ็บ ไม่เป็นผลอันตรายต่อเหงือก
  • เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
  • หากฟอกสีฟันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นผลลัพธ์นานสูงสุด 3 ปี

ข้อเสียของการฟอกสีฟัน Cool light

  • มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจมีค่าบริการและอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติม
  • มีอาการเสียวฟัน เนื่องจากน้ำยาฟอกสีฟันมีความเข้มข้นสูง แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆหายไป
  • หากไม่มีการฟอกสีฟันต่อเนื่องและการดูแลช่องปากอย่างถูกวิธีจะคงอยู่ได้เพียง 6-12 เดือนเท่านั้น

2. การฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์

การฟอกฟันแบบเลเซอร์เป็นการฟอกสีฟันโดยใช้แสงเลเซอร์ไดโอด (Laser diodes: LD) ซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นและความร้อนต่ำ แสงเลเซอร์จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของน้ำยาในการฟอกสีฟันได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการฟอกสีฟันด้วยเลเซอร์

  • ฟันขาวขึ้นหลายระดับตั้งแต่ครั้งแรก
  • สามารถฉายแสงฟอกสีฟันซ้ำทีละซี่ได้ง่ายกว่า
  • ปลอดภัย เพราะเลเซอร์ไดโอด เป็นเลเซอร์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยา จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ข้อเสียของการฟอกสีฟันแบบเลเซอร์

  • มักมีอาการเสียวฟันขณะที่ทำ แต่สามารถหายภายใน1-3 วัน
  • มีอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากจากสารฟอกสีฟัน

3. การฟอกสีฟันแบบ Zoom

การฟอกสีฟัน zoom ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการฟอกสีฟัน โดยใช้ LED ที่มีความเข้มข้นได้ 3 ระดับตามความเหมาะสม สามารถทำให้ฟันขาวขึ้นทันทีภายใน 45-60 นาที

ข้อดีของการฟอกสีฟันแบบ Zoom

  • เห็นผลได้ชัดเจน 3-8 ระดับ
  • สามารถปรับความเข้มข้นและความร้อนของแสงให้เหมาะสมของแต่ละคน
  • เสียวฟันน้อยกว่า ถึง 13%

ข้อเสียของการฟอกสีฟันแบบ Zoom

  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการฟอกสีฟันแบบอื่น
  • ทำได้เฉพาะในคลินิก และต้องอาสัยความชำนาญเฉพาะทางเท่านั้น !

4. การฟอกสีฟันที่สามารถทำได้เองที่บ้าน

หากใครที่ยังไม่มีเวลามาฟอกสีฟันที่คลินิก ในปัจจุบันก็มีเครื่องฟอกสีฟันที่สามารถทำได้เองที่บ้าน สะดวก สบายเช่นกัน

ข้อดีของการฟอกสีฟันที่สามารถทำได้เองที่บ้าน

  • สีฟันอาจอยู่ได้ถึง 3 ปี เพราะมีการฟอกอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าใช้จ่ายถูกกว่า
  • ในกรณีของคนที่มีการฟอกสีฟันมาจากคลินิกมาแล้ว การฟอกสีฟันที่บ้านสม่ำเสมอก็สามารถเพิ่มความขาวได้มากขึ้น

ข้อเสียของการฟอกสีฟันที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน

  • ต้องทำสม่ำเสมอ 3-4 สัปดาห์
  • หากใช้ไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้ระคายเคืองต่อเหงือกได้

5. การใช้ยาสีฟันสมุนไพรผสมฟลูออไรด์ อย่าง “เฟรชมิ้น”

เฟรชมิ้น ยาสีฟันสมุนไพรที่มีสมุนไพรมากถึง7ชนิด “สะระแหน่ กานพลู ใบฝรั่ง ใบข่อย เมนทอล การบูร และพิมเสน” และยังผสมไปด้วยฟลูออไรด์แท้จากอเมริกา ช่วยป้องกันฟันผุ และขจัดคราบสีฟันให้จางลงได้ ดูแลครบในหลอดเดียว